- การเดินทางที่แสนพิเศษ -
 
        ฉันเองก็ไม่รู้ ว่าที่เป็นอยู่ ที่เรานั้นได้หัวใจเพียงครึ่งดวง

แล้วก็ต้องเสาะหา ครึ่งที่หายไป

โดยไม่รู้เมื่อไหร่ จะเจอจะพบกัน

ที่เป็นเช่นนี้ใครกำหนดไว้

 

          แชะ

 

          เสียงกดชัตเตอร์จากกล้องโพลาลอยดังขึ้น พร้อมกับแผ่นฟิลม์ที่ถูกกรอออกมา

 

         มือข้างหนึ่งของบุคคลที่ถือกล้องอยู่นั้น จับแผ่นฟิลม์ที่ยังคงเป็นสีดำสนิท มาสบัดสองสามที จนเริ่มมีภาพปรากฏขึ้นจึงระบายยิ้มอย่างพอใจ

 

          แสงอาทิตย์ยามเย็นุ่มนวลตา ระบายสีแดงอมส้มกับขอบฟ้าก่อนจะลาลับไป  และลมเย็นๆที่พัดผ่านทำให้ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

 

          ชายหนุ่มละสายตาออกจากเลนส์ของกล้อง แล้วมองทัศนียภาพด้วยตาของตัวเอง

 

          วันนี้เขามานั่งอยู่ในสวนสาธารณะนี่ตั้งแต่เช้าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่สามารถมองเห็นใจกลางของสวนได้อย่างชัดเจน

 

          อาชีพของเขาคือช่างภาพรับถ่ายภาพลงนิตยสาร งานของเขาส่วนมากจะเป็นภาพถ่าย เกี่ยวกับธรรมชาติ เพราะ เขามีชื่อเสียงจากการชนะเลิศภาพถ่ายที่เป็นรูปท้องฟ้ากับน้ำทะเลที่มีเพียง ภูเขาซึ่งถ้ามองในภาพแล้วจะเหมือนเป็นเพียงเส้นตรงคั่นกลาง และที่ทำให้ภาพ นี้เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นคือดวงอาทิตย์ที่อยู่ตรงกลาง ที่ส่องแสงกลืน ท้องฟ้าและผืนน้ำให้เชื่อมถึงกัน

          แต่ในครั้งนี้เขาต้องมาทำงานในแบบที่ไม่ถนัดเอาเสียเลย...

          หัวข้อที่เขาได้รับมาคือรูปถ่ายที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความรัก

          รูปถ่ายใบล่าสุดถูกวางไว้ข้างตัวรวมกับภาพอื่นๆอีกสี่ถึงห้าแผ่น ด้านหลังนั้นคือกองภาพถ่ายที่ไม่ต้องการเป็นจำนวนมาก

          ชายหนุ่มเอนตัวนอนอย่างเมื่อยล้า งานในครั้งนี้ยากสำหรับเขามาก ถึงแม้จะได้ ภาพที่พอใจมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอันไหนดีที่สุด

          ...ถึงจะสมบูรณ์ แต่ก็รู้สึกเหมือนขาดบางอย่างไป...

          พูดไปก็อายปาก คิม แจจุงผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หน้าตาดี แต่เกิดมายี่สิบสี่ ปียังไม่เคยมีความรักสักครั้ง จะว่าไปเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวเขาเลย สักนิด

          ชายหนุ่มบิดขี้เกียจสองสามทีแล้วลุกขึ้นเก็บของ แสงอาทิตย์เริ่มมืดลงแสงจากไฟส่องทางจึงค่อยๆสว่างขึ้น

          “สงสัย..คงต้องลองมีความรักดูสักครั้งล่ะมั้ง”

ฉันเองก็ไม่รู้ ว่าเป็นคำสาป

ให้เรานั้นต้องค้นหากันจนเหนื่อย

หรือเป็นพรจากฟ้า เพื่อให้รู้สึก สิ่งที่แสนพิเศษตอนที่ได้เจอ

 

        กิ๊งๆ

          เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อประตูถูกเปิดออก เสียงจากภายนอกดังกลบความเงียบสงบ ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งนี้ แจจุงเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแล้วนั่งลงอย่างขัดใจ กับฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เขาต้องหนีฝนเข้ามาในร้านกาแฟแห่ง นี้แถมยังเปียกโชกเหมือนลูกหมาตกน้ำอย่างไรอย่างนั้น

          ...แอร์ที่เย็นฉ่ำภายในร้านทำให้เขาสั่นเหมือนลูกนก...

          เมื่อมีพนักงานเดินมาเขาก็ได้สั่งกาแฟร้อนๆแก้วหนึ่ง

          ในขณะที่แจจุงกำลังสั่งเครื่องดื่มอยู่นั้น ประตูร้านก็เปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างสูงรูปร่างหล่อเหลา เขามองหาที่นั่งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้อย่างอ่อนแรง ตอนนี้ทั้งคู่นั่งหันหลังชนกันโดยมีเพียงพนักเก้าอี้และพุ่มไม้ปลอมกั้น

          กระดาษสีขาวหลายแผ่นกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้า เขาถอนหายใจอย่างอ่อนแรง ดินสอที่อยู่ในมือถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ แว่นตากรอบสีดำถูกถอดออกแล้ววางไว้ข้างกาย เปลือกตาค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ

          งานของเขาคือนักเขียน เขารับเขียนเรื่องสั้นและบทความต่างๆลงนิตยสาร ในตอนแรกเขาก็เป็นเพียงนักเขียนธรรมดาคนหนึ่ง เขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการผจญภัยต่างๆ เพียงแต่วันหนึ่งผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังเกิดพอใจในผลงานของเขาแล้วนำ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา เพียงชั่วข้ามคืนและมีงานเข้ามาอย่างมาก

 

ดินสอที่วางไว้ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง ตัวอักษรหลายตัวปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษสีขาว แต่แล้วมือที่ขยับเขียนตัวอักษรก็หยุดลง กระดาษแผ่นนั้นถูกวางร่วมกับส่วนที่ไม่ต้องการ

 

หัวข้อของงานในครั้งนี้คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก  ตั้งแต่เช้าเขาได้ร่างโครงเรื่องไว้หลายแบบ  มีทั้งที่พอใจและไม่พอใจ เรื่องที่เขาคิดว่าใช้ได้ถูกเก็บใส่กระเป๋าอย่างดี แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นยังไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุด  นี่เป็นสาเหตุที่เขาเครียดจนต้องขนงานออกมาทำข้างนอกเผื่อว่าการเปลี่ยนบรรยากาศจะทำให้สมองผ่อนคลายและคิดโครงเรื่องที่ถูกใจออก

...เหมือนขาดบางสิ่ง ที่ยังหาไม่เจอ...

 

ชอง ยุนโฮนักเขียนชื่อดังวัยยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลา  แม้เขาจะมีประสบการณ์ในการเขียนมาหลายปี แต่เขาไม่เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรักเลยสักครั้ง  จะว่าไปแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยมีความรักเลยเช่นกัน

 

“ความรัก...อยู่ที่ไหน”

 

เดินทางค้นหาตัวตน ใครหนึ่งคนที่ก็รอฉันอยู่

จากในผู้คนร้อยพันที่ออกเดินทางเหมือนฉัน

บนทางที่แสนยาวไกล ค้นให้เจออีกครึ่งในใจ

ฉันไม่รู้ มันอยู่อีกไกลเท่าไหร่ .... 

 

พนักงานคนเดิมถือถาดกาแฟผ่านเขาไป กลิ่นกาแฟหอมฉุยทำให้เขารู้สึกอยากดื่มขึ้นมาบ้าง

 

แจจุงเงยหน้าขึ้นมาจากกองรูปถ่ายที่เขาเก็บเอาไว้ แล้วหันไปรับถ้วยกาแฟจากพนักงาน แต่เมื่อแก้วนมถูกวางลงมาเขากลับปฏิเสธออกไป

 

“ผมไม่ใส่นมครับ คุณเก็บไปได้เลย”

 

พนักงานเก็บแก้วนมใส่ถาดแล้วเดินออกไป

 

ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาจากกองกระดาษที่มีอยู่เต็มไปหมด แล้วเรียกพนักงานที่เดินกลับมา

 

“กาแฟแก้วหนึ่งครับ ขอนมสองแก้วนะครับ”


พนักงานจดรายการตามที่สั่งแล้วเดินออกไป


สายฝนภายนอกยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงฟ้าร้องดังสนั่นดูท่าว่าฝนคงไม่หยุดตกในเร็วๆนี้แน่


ยุนโฮหยิบแว่นตามาสวมอีกครั้ง แล้วขีดเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษแผ่นใหม่


แจจุงจิบกาแฟไปสองสามคำแล้ววางแก้วลง มือบางหยิบรูปที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมาดูอีกครั้ง


ตัวอักษรสีดำถูกเขียนแล้วก็ลบออก แล้วก็เขียนลงไปใหม่สักพักก็ถูกลบอีกครั้งกระทั่งกระดาษนั้นบางจนแทบทะลุ  เขาถอนหายใจและหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาเขียนแทนกระดาษแผ่นเดิม


ภาพถ่ายต่างๆกระจัดกระจายจนมั่วไปหมด  รูปใบหนึ่งที่ปะปนกันอยู่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาแล้วนำไปรวมกับภาพที่ถูกจัดไว้เป็นกอง  แต่แล้วสักพักหนึ่งรูปใบนั้นก็ถูกนำมาไว้ที่เดิม


พนักงาน คนเดิมเดินกลับพร้อมกับกาแฟหนึ่งถ้วยอีกครั้ง แก้วกาแฟวางลงตรงหน้ายุนโฮพร้อมกับนมสองแก้วอย่างที่สั่ง เขาวางดินสอลงแล้วเติมนมทั้งสองแก้วลงในถ้วยกาแฟ น้ำสีดำค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เขายกขึ้นดื่มจนเหลือเพียงครึ่งแก้วแล้วกลับมาให้ความสนใจกับแผ่นกระดาษต่อ


นอกร้านฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆพายุฝนยิ่งทวีความรุนแรง  แจจุงวางถ้วยกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลงบนโต๊ะ


ยุนโฮวางมือจากดินสอและกระดาษสีขาว เขายกถ้วยขึ้นดื่มกาแฟที่เหลืออยู่จนหมด



เปรี๊ยง!!



เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นดูเหมือนว่าจะเกิดใกล้ๆนี่เอง  จู่ๆไฟทุกดวงในร้านก็มืดลง  ก่อนที่ทุกคนจะทันทำอะไร  ลมที่พัดแรงทำให้ประตูร้านเปิดออก  แรงลมที่พัดเข้ามาทำให้ของมวลเบาหรือของชิ้นเล็กถูกพัดกระจัดกระจาย ไม่เว้นแม้แต่ภาพถ่ายของแจจุงหรือบทความของยุนโฮ


ความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นภายในร้าน  พนักงานสองคนช่วยกันดันประตูให้ปิดเหมือนเดิมอย่างยากลำบาก  แจจุงไล่คว้าภาพถ่ายที่ปลิวอยู่เก็บใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ  ยุนโฮพยายามที่จะใช้มือทั้งสองทับกระดาษบนโต๊ะไม่ให้ปลิวไปไหน  แต่สองมือก็ไม่อาจต้านธรรมชาติได้เพราะยังมีกระดาษบางแผ่นที่ปลิวหลุดมือไป


เมื่อ ประตูปิดลงอีกครั้งความสงบก็กลับคืนมา  ในความมืดมือสองคู่กำลังควานหาผลงานของตนเองที่ถูกพัดตกลงบนพื้น  ความมืดประกอบกับความรีบร้อนทำให้ในมือของร่างบางที่เต็มไปด้วยรูปภาพมีกระดาษแผ่นหนึ่งปนมาด้วยโดยไม่รู้ตัวและถูกนำเก็บใส่กระเป๋าไป


มือหยาบรวบรวมแผ่นกระดาษที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นปึกแล้วตามเก็บแผ่นที่ปลิวไปอยู่บนพื้นอย่างรีบร้อน  ความมืดทำให้มีรูปถ่ายใบหนึ่งปนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว  กระดาษทั้งหมดถูกเก็บใส่กระเป๋าอย่างดี


เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนดังขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ


“อากาศวันนี้แย่จังเลยนะครับ  จู่ๆฝนก็ตกลงมาซะได้”เป็นยุนโฮที่เริ่มบทสนทนานี้


“นั่นสินะครับ  ทั้งๆที่เมื่อตอนกลางวันอากาศออกจะสดใส  แต่ทำไมตอนนี้ดันมีพายุได้ก็ไม่รู้”เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในความมืดเช่นนี้  การได้พูดคุยก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย


“คุณชอบดื่มกาแฟดำหรอครับ เผอิญผมได้ยินน่ะ”


“ครับ  เพราะรสขมของกาแฟมันจะทำให้รู้สึกตื่นตัว  พอดีงานของผมเริ่มไม่ค่อยเป็นเวลาน่ะครับ  ก็เลยติดเป็นนิสัยไปด้วยเลย  แล้วคุณชอบกินหวานมากเลยหรอครับ”


“ก็ไม่ถึงกับชอบมากมายหรอกครับ เพียงแต่ของรสหวานจะทำให้สมองปลอดโปร่ง  งานของผมต้องใช้สมองมากเลยล่ะครับ  ถ้าสมองไม่ปลอดโปร่งก็คิดอะไรไม่ออก  ถึงเวลานั้นผมคงโดนบ่นเละแน่ๆเลยครับ”


มือหยาบกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือให้หน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง

 

“อ่า ผมคงต้องไปแล้วล่ะครับ”


“แต่ข้างนอกฝนยังตกหนักอยู่เลยนะครับ”


ยุนโฮเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋า


“คือผมต้องรีบกลับนะครับ ผมเพิ่งเช่าห้องใหม่ต้องรีบไปขอกุญแจก่อนสองทุ่มน่ะครับ”


“อย่างนั้นหรอครับ  แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาทำไมคุณไม่รอให้พายุสงบลงกว่านี้ล่ะครับ”


แจจุงพยายามชักชวนคู่สนทนาไม่ให้ออกจากร้าน เพราะพายุภายนอกยังคงรุนแรงและน่ากลัว


“แต่ว่า....”


“เชื่อผมเถอะครับ พายุแรงขนาดนี้ออกไปก็อันตรายนะครับ แล้วผมว่าเจ้าของห้องน่าจะเข้าใจและอนุโลมให้คุณนะครับ”


“ผมก็หวังว่าอย่างนั้น”


สาย ฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด เศษแก้วที่ถูกพัดตกแตกและเศษใบไม้ถูกกองรวมกันแล้ว พนักงานก็โกยไปทิ้ง เสียงพูดคุยยังคงดังขึ้นเป็นระยะ  ดูเหมือนว่าฟ้าที่ผ่าลงมาจะทำให้สายไฟเส้นใหญ่ของชุมชนขาด เพราะแม้จะผ่านมาได้สักพักแต่ภายในร้านยังคงมืดสนิท


“คุณทำงานอะไรหรอครับ”คราวนี้แจจุงเป็นฝ่ายเริ่มถาม


“ผมเป็นนักเขียนน่ะครับ แล้วคุณล่ะครับ”


“ผมเป็นช่างถ่ายภาพครับ อา แต่งานในครั้งนี้มันทำผมหนักใจมากทีเดียว”


“ทำไมล่ะครับ”


“เพราะงานในครั้งนี้ผมต้องถ่ายภาพที่เกี่ยวกับความรักน่ะสิครับ”เสียงถอนหายใจปิดท้ายแสดงให้รู้ว่าผู้พูดลำบากใจเกี่ยวกับสิ่งที่พูดถึงจริงๆ


“ผมก็เหมือนกัน เรื่องความรักนี่เข้าใจยากจริงๆนะครับ”


“อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยสัมผัสกับมัน”


เป็นเวลานานหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าพายุจะสงบลง  แต่ถึงอย่างนั้นเม็ดฝนก็ยังปรอยปรายลงมาไม่หยุด


“ผมคงต้องไปจริงๆแล้วล่ะครับ”


“เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”


“เช่นกันครับ” ชายหนุ่มหอบข้าวหอบของออกจากร้านและวิ่งฝ่าสายฝนไปอย่างรวดเร็ว




 

เห็นบางคนเสาะหา แล้วก็ได้เจอ

เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่าความรู้สึก

แม้เป็นพรจากฟ้า หรือเป็นคำสาป ก็เป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นมา

 

          แกร๊ก


          เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับการทำงานของหลอดไฟบริเวณทางเดิน แจจุงก้าวเข้ามาพร้อมกับถอดรองเท้าเก็บไว้ในชั้นอย่างเป็นระเบียบ  เสื้อที่เปียกนฝนถูกโยนลงในตะกร้าตรงข้ามชั้นวางรองเท้ารวมกับชุดอื่นที่ใส่แล้ว  กระเป๋าถูกวางไว้ข้างชั้นวางรองเท้า มือข้างหนึ่งจัดการล๊อคประตูให้แน่นหนา  แล้วเขาก็เดินคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป


          ในขณะเดียวด้านนอกห้องเสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของยุนโฮ เสียงหอบหายใจดังไปทั่วทางเดินที่ไม่มีผู้คน


          “แฮ่กๆ โอย เจ้าของที่นี่เรื่องมากจริงๆ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องเล่นเอาซะเหนื่อย แฮ่ก”


       เขาเดินออกจากลิฟต์อ่านตัวเลขจากแผ่นไม้ที่แขวนกับกุญแจ


          ..402..


          ยุนโฮก้าวมาหยุดที่หน้าห้องของเขา แต่ก่อนจะเข้าไปเขาเหลือบมองห้องข้างๆเล็กน้อย


          ที่อพาทเม้นต์แห่งนี้ตั้งแต่ชั้นสี่เป็นต้นไปจะมีเพียงชั้นล่ะสองห้องเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะเมื่อมีคนอยู่น้อยความเป็นส่วนตัวก็จะมีมาก


          ร่องรอยน้ำที่อยู่หน้าห้องกับไฟที่สว่างทำให้รู้ว่าห้องข้างๆเขามีคนอยู่ก่อนแล้ว  เขาคิดว่าพรุ่งนี้เขาจะต้องมาทำความรู้จักกับเพื่อนข้างห้องสักหน่อย


          ประตูห้องน้ำเปิดออกโดยร่างบางที่มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ด ศีรษะที่เปียกชื้น  ตามลำตัวมีหยดน้ำเกาะพราวแล้วมีเพียงผ้าขนหนูสีขาวปกปิดส่วนล่างไว้เท่านั้น


          เขาจัดการนำกระเป๋าที่วางทิ้งไว้ในตอนแรกเข้ามาในส่วนของห้องนั่งเล่น  เพราะถึงแม้นว่าภายในกระเป๋าจะไม่เปียกน้ำ  แต่ภายนอกกลับมีหยดน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด


          เขาใช้ผ้าที่เช็ดศีรษะเสร็จแล้วมาเช็ดกระเป๋าต่อเมื่อทุกอย่างแห้งสนิทแล้วกระเป๋าจึงถูกเปิดออก  เขาหยิบกล้องออกมาเก็บไว้บนชั้นแล้วจึงเทของที่มีในกระเป๋าทั้งหมดออกมา


          รูปถ่ายหลายสิบใบ  ฟิลม์ที่ยังไม่ได้ใช้หลายกล่อง  ถ่านหลายก้อนกลิ้งหลุนๆออกมา  แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อมีของที่เขามั่นใจว่าไม่ใช่ของเขาออกมาด้วย


          มันคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยถูกลบ  ตัวอักษรมากมายอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น


          เขาหยิบขึ้นมาอ่านอย่างสนใจแล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้น


          ยุนโฮวางกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างอ่อนล้า  เขาเปิดน้ำร้อนในห้องน้ำทิ้งไว้รออีกสักครึ่งชั่วโมงก็คงจะเต็มอ่างแล้วเขาจะได้แช่น้ำให้หายหนาวสักหน่อย 


          มือหยาบคว้าเอากระป๋องเบียร์ที่อยู่ใกล้ๆมาดื่ม  รสของแอลกอฮอลไหลลงคออย่างรวดเร็ว


          เมื่อหยดสุดท้ายหมดลงเขาเตรียมพร้อมที่จะอาบน้ำ  แต่ก่อนหน้านั้นเขาไม่ลืมที่นำงานที่คิดได้วันนี้ออกมาเสียก่อน


          ทั้งๆที่สิ่งที่หยิบออกมาน่าจะมีแต่กระดาษที่มีขนาดเท่ากันแท้ๆ  กลับปรากฏว่ามีรูปถ่ายใบหนึ่งร่วงออกมา


          เขาก้มหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูแล้วเขาก็ต้องอมยิ้ม

          





          เดินทางค้นหาตัวตน ใครหนึ่งที่ก็รอฉันอยู่

จากในผู้คนร้อยพันที่ออกเดนทางเหมือนฉัน

บนทางที่แสนยาวไกล ค้นให้เจออีกครึ่งในใจ

ฉันไม่รู้มันอยู่อีกไกลเท่าไหร่...

 

เรื่องราวความรักที่มั่นคงยาวนานของคนสองคนคือสิ่งที่ตัวหนังสือเหล่านั้นบอก  รูปแบบความรักที่จริงจังและมั่นคงคืออีกด้านหนึ่งของความรักที่เขาไม่เคยนึกถึง

 

ภาพเด็กเล็กๆสองคนกำลังจูงมือกันด้วยรอยยิ้มคือสิ่งที่แผ่นฟิลม์ได้บันทึกไว้  รูปแบบความรักที่บริสุทธิ์สดใสคืออีกด้านหนึ่งของความรักที่เขาไม่เคยนึกถึง

 

เหมือนการประกอปชิ้นส่วนของตัวต่อที่ลงตัว ส่วนที่ขาดหายไปเติมเต็มซึ่งกันและกันกลายแบบภาพที่สมบูรณ์

 

แจจุงควานหาภาพใบที่วันนี้เขาตัดสินใจทิ้งไปหลายรอบแต่ก็ทิ้งไม่ลง

 

ยุนโฮควานหากระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเกือบตัดสินใจทิ้งมันไป

 

รูปภาพมากมายกระจัดกระจายเต็มโต๊ะ  แต่หาเท่าไหร่ก็หารูปใบนั้นไม่เจอ

 

กระดาษหลายต่อหลายแผ่นถูกพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ก็ไม่เจอแผ่นที่ต้องการ

 

...คงสลับมาตอนอยู่ในร้านกาแฟ...

 

ในที่สุดแล้วความเหนื่อยอ่อนก็เอาชนะทุกอย่าง  แจจุงเดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องนอนแล้วล้มตัวลงบนเตียงหลังใหญ่  ส่วนยุนโฮนั้นเขาจัดการทิ้งขยะให้เรียบร้อยแล้วเข้าห้องน้ำไป  หลังจากนั้นจึงได้เข้านอน

 

ทั้งสองต่างหลับไปด้วยความคิดที่อยากจะเจอเจ้าของผลงานที่สลับมานี้

 

เสียงนาฬิกาแผดเสียงดังลั่นตามเวลาที่ตั้งไว้ แจจุงงัวเงียเอื้อมมือมากด ปุ่มให้เสียงเงียบลง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจะต้องทำอะไรเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้น มา และเดินเข้าห้องน้ำไป

 

มือหนาปัดป่ายไปทั่วเตียงเพียงหาผ้าห่มที่ถูกถีบหายไปไหนไม่รู้  ยุนโฮขดตัวเข้าหากันเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย  แต่แล้วเขาก็ตื่นขึ้นมาและเดินงัวเงียเข้าห้องน้ำไป

 

แจจุงจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยเขาจะต้องเจอคนที่เขียนเรื่องนี้ให้ได้

 

ยุนโฮเลือกเสื้อสีฟ้าที่เขาคิดว่าดูดีออกมา เขาอยากจะเจอเจ้าของภาพนี้อย่างมาก

 

ใช่ไก่หนึ่งฟองถูกตอกลงในกระทะที่กำลังร้อนได้ที่ ส่วนที่เป็นเมือกใสกลายเป็นเนื้อใข่สีขาวอย่างรวดเร็ว

 

ข้าวกล่องถูกแกะออกมาใช้ในการประทังชีวิต  เมื่อฝากล่องเปิดออกก็ถูกส่งเข้าไมโครเวฟและตั้งเวลา

 

แจจุงนำไข่ที่สุกแล้ววางไว้บนข้าวที่ใส่จานรอไว้ก่อนเท่านี้เมื้อเช้าก็เสร็จแล้ว

 

ยุนโฮนับเวลารอที่จะได้รับประทานเช้ากล่องร้อนๆ มีเมื่อเสียงสัญญาณดังขึ้นฝาเตาก็ถูกเปิดออกทันที

 

วันนี้ไม่ได้ออกไปทำงาน  แจจุงเลยไม่ใช้กระเป๋าใบเมื่อวานแต่กลับใช้กระเป๋าผ้าสีฟ้าอ่อนแทน

 

ยุนโฮหากระเป๋าใบเก่งของเขาจากข้าวของที่ยังไม่ได้จัด แล้วก็เจอกระเป๋าหนังสีดำใบโปรด

 

คนสองคนเตรียมตัวออกจากที่พักอย่างรีบร้อน แต่ก่อนออกไปทั้งสองไม่ลืมที่จะหยิบสิ่งที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจของตนเองไปด้วย

 

ประตูห้องสี่ศูนย์หนึ่งของแจจุงเปิดออกและปิดกลับอย่างรวดเร็ว แจจุงเดินไปกดลิฟต์ที่กำลังมา

 

ยุนโฮออกจากห้องอย่างรีบร้อน เมื่อเขาเปิดประตูออกมาก็พบว่าลิฟต์มาถึงพอดีและกำลังจะปิดลง

 

“รอด้วยครับ”เขารีบวิ่งไปยังประตูลิฟต์ที่ใกล้จะปิด

 

แจจุงที่ได้ยินเสียงคนบอกให้รอเขาจึงได้กดปุ่มเปิดค้างไว้

 

ประตูลิฟต์ปิดลงภายในมีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน

 

 

“คุณเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่หรือครับ”แจจุงเป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน

 

“ครับ เมื่อคืนนี้เอง”

 

“งั้นหรือครับ แสดงว่าคุณอยู่ช้างห้องผนน่ะสิครับ”

 

“ครับ”

 

ตัวเลขบนหน้าจอลดลงไปเรื่อยๆและเมื่อบนจอปรากฏเป็นเลขหนึ่งประตูลิฟต์ก็เปิดออก

 

“แล้วคุณอายุเท่าไหร่ล่ะครับ”ยุนโฮเป็นฝ่ายถามก่อนบ้าง ใบหน้าหวานตากลมโตผิวก็ขาวทำให้เขาอยากรู้จัก

 

“ยี่สิบสี่ครับ”

 

“เอ๊ะ เท่าผมเลย ไม่ทราบว่าคุณทำอาชีพอะไรหรือครับ ผมเป็นนักเขียนน่ะ”

 

“เอ๋?? ถ้าอย่างนั้นถูกพอจะรู้จักคนที่เขียนเรื่องนี้มั้ยครับ คือผมเป็นช่างภาพน่ะครับ”แจจุงพูดแล้วหยิบกระดาษในกระเป๋าออกมา

 

“เอ๊ะ? ถ้าอย่างนั้นคุณคงเป็นเจ้าของภาพถ่ายใบนี้”ว่าแล้วยุนโฮก็ยื่นภาพถ่ายให้แจจุง

 

เมื่อผลงานทั้งสองกลับคืนสู่เจ้าของทั้งสองก็ได้แต่มองหน้ากันอย่าง อึ้งๆ ว่าคนที่ต้องการเจออยู่ตรงหน้านี่เอง ทั้งสองค่อยๆฉีกยิ้มให้กันและเป็นยุนโฮที่พูดออกมา

 

“คุณชื่ออะไรหรอครับ ผมชอง ยุนโฮ”

 

“ผมคิม แจจุง"

                พอแนะนำตัวเสร็จทั้งสองก็รู้สึกเหมือนว่าไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงได้แต่เงียบไปและเป็นยุนโฮที่พูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“คุณคิดว่าคุณได้สัมผัสกับความรักรึยังครับ”

 

“ผมว่าผมรู้สึกถึงมันนิดๆแล้วล่ะ”แจจุงยิ้มแล้วถามต่อ “แล้วคุณล่ะครับ”

 

“ผมว่าผมก็รู้สึกถึงมันแล้วล่ะครับ”

 

ทั้งสองเงียบลงอีกครั้งแต่คราวนี้ต่างคนต่างยิ้มให้กัน

 

และเป็นอีกครับหนึ่งที่ยุนโฮเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง

 

“มันอาจจะเร็วไปหน่อย  แต่ว่า...คุณสนใจจะคบกับผมมั้ยครับ”

 

แจจุงไม่ตอบแต่กลับเผยรอยยิ้มที่มากกว่าเดิม  และในเวลาที่เงียบสงัดคำตอบรับนั้นช่างชัดเจน

 

“ด้วยความยินดี”

 

*******บริบูรณ์*******



Cosplay

posted on 08 Jul 2011 01:03 by aoi-butterfly in Knowledge

คอสเพลย์  โดยทั่วไปหมายถึงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้น ๆ ด้วย เดิมทีการแต่งกายในลักษณะนี้ยังไม่มีคำระบุเรียกอย่างชัดเจน คำว่าคอสเพลย์นี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้การเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร My Anime เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยโนบุยุกิ ทากาฮาชิ ซึ่งมาจากการนำคำ 2 คำมาผสมกัน คือคำว่า Costume และ Play

ปัจจุบันนิยามของคอสเพลย์ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่นเท่า นั้น แต่กินความหมายรวมไปถึงตัวละครในการ์ตูน เกม และภาพยนตร์ ทั้งของญี่ปุ่นและของประเทศอื่น ๆ ด้วย และยังรวมไปถึงการแต่งกายเลียนแบบการแต่งกายของวงดนตรี J-Rock และ J-Pop ที่มีรูปแบบแตกต่างจากการแต่งกายแบบปกติอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อร้องเพลงหรือการเต้น Cover ตามศิลปินที่ชื่นชอบนั้นอีกด้วย และการแต่งกายแบบย้อนยุค อย่างเช่นสมัย Gothic เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น จุดเริ่มต้นของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์ส่วนหนึ่งจะมาจากผู้ที่ชื่นชอบ J-Rock ในสมัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปี 30 กลายๆ อีกส่วนหนึ่งคือผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่นและติดตามข้อมูลโดยตรงจากทาง ญี่ปุ่น ก็ได้มีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อจัดงานขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2541 หลังจากนั้นสำนักพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นต่างๆ เองก็ได้เริ่มให้ความสนใจจัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองความชื่นชอบในลักษณะของการ ประกวดคอสเพลย์ขึ้นมาบ้าง แต่จุดที่ทำให้คอสเพลย์เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในสังคมไทย เห็นจะเป็นกระแสของเกมออนไลน์ต่างๆ ที่เริ่มเข้ามาเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2545 โดยคอสเพลย์เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักๆ ที่ผู้นำเข้าเกมจะจัดขึ้นมาเพื่อสร้างความคึกคักให้กับงานแสดงเกมของบริษัท โดยเฉพาะเกมที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้นอย่าง Ragnarok Online ซึ่งสื่อต่างๆ ก็ได้นำเอาเรื่องของคอสเพลย์ไปเผยแพร่ จึงมีผลทำให้บุคคลทั่วไปได้รู้จักมากยิ่งขึ้น จากที่แต่เดิมนั้นจะเป็นรู้จักเฉพาะในวงแคบๆ เท่านั้น นับเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง

   

Kuroshitsuji

posted on 08 Jul 2011 00:32 by aoi-butterfly in Manga

Kuroshitsuji

 

เนื้อเรื่อง

โดยการเริ่มเรื่องที่คฤหาสถ์ขุนนาง ในภาคเหนือของลอนดอน Victorian era โดยมี เซบาสเตียน มิคาเอลิส ที่กำลังทำงานให้ตระกูลแฟนทอมไฮฟ์โดยเป็นพ่อบ้าน และชิเอล แฟนทอมไฮฟ์ อายุ 13 ปี มาสเตอร์ของตระกูลที่เป็นคนอังกฤษ เป็นขุนนางยศเอิร์ล และเป็นเจ้าของกิจการบริษัทแฟนทอมที่ทำขนมและของเล่นจำหน่ายจนมีชื่อเสียง โด่งดัง โดยใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี เนื่องจากความคิดแปลกใหม่ในการผลิตขนมขาย และมีหน้าที่ต้องมาไขคดีต่างๆที่สมเด็จพระราชินีมอบหมายมา ตระกูลแฟนทอมไฮฟ์ได้ชื่อว่าเป็น ตระกูลขุนนางร้าย หรือสุนัขรับใช้ราชินี เพราะมีหน้าที่สืบสวนสอบสวน แก้ไขหรือกำจัด เหตุการณ์หรือบุคคลใดก็ตามที่สร้างความแปดเปื้อนแก่ชื่อเสียงของราชวงศ์หรือ พระราชินีของอังกฤษ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ตระกูลนี้ทำมานานและทำได้ดีซะด้วย เป็นเหมือนกุหลาบที่มีหนามแหลมคม
 
 
 
 
 
ตัวละคร
 
 
 

 
 
Phantomhive Ciel
ชิเอล แฟนทอมไฮฟ์

 
 
ผู้นำตระกูลแฟนทอมไฮฟ์เจ้าของบริษัทผลิตขนมและ
ของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ แต่ในสังคมเบื้องหลัง
เขาคือ"เอิร์ลแฟนทอมไฮฟ์"สุนัขรับใช้ราชินี มีหน้าที่
คอยกำจัดทุกสิ่งที่ทำให้ราชวงศ์ต้องแปดเปื้อน และ
สืบหาความจริงของคดีตามที่ราชินีสั่งมา เขามีตา
ขวาระบุสัญญากับปีศาจรับใช้นามว่า เซบาสเตียน
 
 
 
 
 
 
Michaelis Sebastian
เซบาสเตียน มิคาเอลลิส

พ่อบ้านของตระกูลแฟนทอมไฮฟ์ เป็นปีศาจที่ชิเอล
ทำสัญญาด้วย เซบาสเตียนรับใช้ชิเอลตาม"สัญญา"
ซึ่งตราเอาไว้ที่หลังมือซ้าย โดยมีเงื่อนไขว่า หากชิ
เอลบรรลุเป้าหมายของเขาแล้ว เซบาสเตียนจะรับ
วิญญาณของเขาไป เซบาสเตียนมีความสามารถสูง
มากในการจัดการและการทำงานต่างๆไม่มีงาน
ไหนที่ไม่สามารถทำได้
 
 
 

Bardroy
บัลโด

เชฟของตระกูลแฟนทอมไฮฟ์ ที่ทำอาหารไม่ได้เรื่อง
เคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อนและซ่อนอาวุธสงคราม
มากมายเอาไว้ในครัวเช่น ปืนกลหนักประทับยิงนำเข้า
โดยตรงจากอเมริกา และเครื่องพ่นไฟซึ่งเขาจะใช้เจ้า
เครื่องพ่นไฟนี้ในการทำอาหารและก่อให้เกิดการระ
เบิดอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้อาหารที่ทำออกมา
กลายเป็น"เถ้าถ่าน"
 
 
 
 
 
 
 

Finian
ฟิเนียน หรือ ฟีนี

คนสวนประจำบ้านแฟนทอมไฮฟ์ มักจะถูกเรียกว่า ฟีนี่
เคยเป็นมนุษย์ทดลองในโครงการเถื่อน มีนิสัยไร้
เดียงสาเหมือนกับเด็กๆ แต่ดูเหมือนเป็นคนบ้าพลัง
(โดยส่วนใหญ่มักจะพลั้งมือมากกว่า)
 
 
 
 
 
 
Maylene
เมย์ลิน
 
เมด(สาวใช้)ของตระกูลแฟนทอมไฮฟ์ สวมแว่นหนาเตอะ ซุ่มซ่ามมากๆ ทำของพังบ่อยๆ แต่เมื่อถอดแว่นออกเมลินจะมีความสามารถในการลอบสังหารระดับสูงมาก สามารถยิงไรเฟิลได้อย่างแม่นยำ
 
 
 
 
 
Tanaka
ทานากะ
 
พ่อบ้านที่คอยดูแลเรื่องเบ็ดเตล็ดภายในบ้าน เขาเคย
รับใช้อดีตเจ้านายตระกูลแฟนธอมไฮฟ์คนก่อนและมัก
ปรากฏตัวพร้อมกับดื่มชาญี่ปุ่นและนั่งอยู่เฉยๆ