- การเดินทางที่แสนพิเศษ -
 
        ฉันเองก็ไม่รู้ ว่าที่เป็นอยู่ ที่เรานั้นได้หัวใจเพียงครึ่งดวง

แล้วก็ต้องเสาะหา ครึ่งที่หายไป

โดยไม่รู้เมื่อไหร่ จะเจอจะพบกัน

ที่เป็นเช่นนี้ใครกำหนดไว้

 

          แชะ

 

          เสียงกดชัตเตอร์จากกล้องโพลาลอยดังขึ้น พร้อมกับแผ่นฟิลม์ที่ถูกกรอออกมา

 

         มือข้างหนึ่งของบุคคลที่ถือกล้องอยู่นั้น จับแผ่นฟิลม์ที่ยังคงเป็นสีดำสนิท มาสบัดสองสามที จนเริ่มมีภาพปรากฏขึ้นจึงระบายยิ้มอย่างพอใจ

 

          แสงอาทิตย์ยามเย็นุ่มนวลตา ระบายสีแดงอมส้มกับขอบฟ้าก่อนจะลาลับไป  และลมเย็นๆที่พัดผ่านทำให้ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

 

          ชายหนุ่มละสายตาออกจากเลนส์ของกล้อง แล้วมองทัศนียภาพด้วยตาของตัวเอง

 

          วันนี้เขามานั่งอยู่ในสวนสาธารณะนี่ตั้งแต่เช้าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่สามารถมองเห็นใจกลางของสวนได้อย่างชัดเจน

 

          อาชีพของเขาคือช่างภาพรับถ่ายภาพลงนิตยสาร งานของเขาส่วนมากจะเป็นภาพถ่าย เกี่ยวกับธรรมชาติ เพราะ เขามีชื่อเสียงจากการชนะเลิศภาพถ่ายที่เป็นรูปท้องฟ้ากับน้ำทะเลที่มีเพียง ภูเขาซึ่งถ้ามองในภาพแล้วจะเหมือนเป็นเพียงเส้นตรงคั่นกลาง และที่ทำให้ภาพ นี้เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นคือดวงอาทิตย์ที่อยู่ตรงกลาง ที่ส่องแสงกลืน ท้องฟ้าและผืนน้ำให้เชื่อมถึงกัน

          แต่ในครั้งนี้เขาต้องมาทำงานในแบบที่ไม่ถนัดเอาเสียเลย...

          หัวข้อที่เขาได้รับมาคือรูปถ่ายที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความรัก

          รูปถ่ายใบล่าสุดถูกวางไว้ข้างตัวรวมกับภาพอื่นๆอีกสี่ถึงห้าแผ่น ด้านหลังนั้นคือกองภาพถ่ายที่ไม่ต้องการเป็นจำนวนมาก

          ชายหนุ่มเอนตัวนอนอย่างเมื่อยล้า งานในครั้งนี้ยากสำหรับเขามาก ถึงแม้จะได้ ภาพที่พอใจมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอันไหนดีที่สุด

          ...ถึงจะสมบูรณ์ แต่ก็รู้สึกเหมือนขาดบางอย่างไป...

          พูดไปก็อายปาก คิม แจจุงผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หน้าตาดี แต่เกิดมายี่สิบสี่ ปียังไม่เคยมีความรักสักครั้ง จะว่าไปเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวเขาเลย สักนิด

          ชายหนุ่มบิดขี้เกียจสองสามทีแล้วลุกขึ้นเก็บของ แสงอาทิตย์เริ่มมืดลงแสงจากไฟส่องทางจึงค่อยๆสว่างขึ้น

          “สงสัย..คงต้องลองมีความรักดูสักครั้งล่ะมั้ง”

ฉันเองก็ไม่รู้ ว่าเป็นคำสาป

ให้เรานั้นต้องค้นหากันจนเหนื่อย

หรือเป็นพรจากฟ้า เพื่อให้รู้สึก สิ่งที่แสนพิเศษตอนที่ได้เจอ

 

        กิ๊งๆ

          เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อประตูถูกเปิดออก เสียงจากภายนอกดังกลบความเงียบสงบ ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งนี้ แจจุงเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแล้วนั่งลงอย่างขัดใจ กับฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เขาต้องหนีฝนเข้ามาในร้านกาแฟแห่ง นี้แถมยังเปียกโชกเหมือนลูกหมาตกน้ำอย่างไรอย่างนั้น

          ...แอร์ที่เย็นฉ่ำภายในร้านทำให้เขาสั่นเหมือนลูกนก...

          เมื่อมีพนักงานเดินมาเขาก็ได้สั่งกาแฟร้อนๆแก้วหนึ่ง

          ในขณะที่แจจุงกำลังสั่งเครื่องดื่มอยู่นั้น ประตูร้านก็เปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างสูงรูปร่างหล่อเหลา เขามองหาที่นั่งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้อย่างอ่อนแรง ตอนนี้ทั้งคู่นั่งหันหลังชนกันโดยมีเพียงพนักเก้าอี้และพุ่มไม้ปลอมกั้น

          กระดาษสีขาวหลายแผ่นกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้า เขาถอนหายใจอย่างอ่อนแรง ดินสอที่อยู่ในมือถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ แว่นตากรอบสีดำถูกถอดออกแล้ววางไว้ข้างกาย เปลือกตาค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ

          งานของเขาคือนักเขียน เขารับเขียนเรื่องสั้นและบทความต่างๆลงนิตยสาร ในตอนแรกเขาก็เป็นเพียงนักเขียนธรรมดาคนหนึ่ง เขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการผจญภัยต่างๆ เพียงแต่วันหนึ่งผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังเกิดพอใจในผลงานของเขาแล้วนำ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา เพียงชั่วข้ามคืนและมีงานเข้ามาอย่างมาก

 

ดินสอที่วางไว้ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง ตัวอักษรหลายตัวปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษสีขาว แต่แล้วมือที่ขยับเขียนตัวอักษรก็หยุดลง กระดาษแผ่นนั้นถูกวางร่วมกับส่วนที่ไม่ต้องการ

 

หัวข้อของงานในครั้งนี้คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก  ตั้งแต่เช้าเขาได้ร่างโครงเรื่องไว้หลายแบบ  มีทั้งที่พอใจและไม่พอใจ เรื่องที่เขาคิดว่าใช้ได้ถูกเก็บใส่กระเป๋าอย่างดี แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นยังไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุด  นี่เป็นสาเหตุที่เขาเครียดจนต้องขนงานออกมาทำข้างนอกเผื่อว่าการเปลี่ยนบรรยากาศจะทำให้สมองผ่อนคลายและคิดโครงเรื่องที่ถูกใจออก

...เหมือนขาดบางสิ่ง ที่ยังหาไม่เจอ...

 

ชอง ยุนโฮนักเขียนชื่อดังวัยยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลา  แม้เขาจะมีประสบการณ์ในการเขียนมาหลายปี แต่เขาไม่เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรักเลยสักครั้ง  จะว่าไปแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยมีความรักเลยเช่นกัน

 

“ความรัก...อยู่ที่ไหน”

 

เดินทางค้นหาตัวตน ใครหนึ่งคนที่ก็รอฉันอยู่

จากในผู้คนร้อยพันที่ออกเดินทางเหมือนฉัน

บนทางที่แสนยาวไกล ค้นให้เจออีกครึ่งในใจ

ฉันไม่รู้ มันอยู่อีกไกลเท่าไหร่ .... 

 

พนักงานคนเดิมถือถาดกาแฟผ่านเขาไป กลิ่นกาแฟหอมฉุยทำให้เขารู้สึกอยากดื่มขึ้นมาบ้าง

 

แจจุงเงยหน้าขึ้นมาจากกองรูปถ่ายที่เขาเก็บเอาไว้ แล้วหันไปรับถ้วยกาแฟจากพนักงาน แต่เมื่อแก้วนมถูกวางลงมาเขากลับปฏิเสธออกไป

 

“ผมไม่ใส่นมครับ คุณเก็บไปได้เลย”

 

พนักงานเก็บแก้วนมใส่ถาดแล้วเดินออกไป

 

ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาจากกองกระดาษที่มีอยู่เต็มไปหมด แล้วเรียกพนักงานที่เดินกลับมา

 

“กาแฟแก้วหนึ่งครับ ขอนมสองแก้วนะครับ”


พนักงานจดรายการตามที่สั่งแล้วเดินออกไป


สายฝนภายนอกยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงฟ้าร้องดังสนั่นดูท่าว่าฝนคงไม่หยุดตกในเร็วๆนี้แน่


ยุนโฮหยิบแว่นตามาสวมอีกครั้ง แล้วขีดเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษแผ่นใหม่


แจจุงจิบกาแฟไปสองสามคำแล้ววางแก้วลง มือบางหยิบรูปที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมาดูอีกครั้ง


ตัวอักษรสีดำถูกเขียนแล้วก็ลบออก แล้วก็เขียนลงไปใหม่สักพักก็ถูกลบอีกครั้งกระทั่งกระดาษนั้นบางจนแทบทะลุ  เขาถอนหายใจและหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาเขียนแทนกระดาษแผ่นเดิม


ภาพถ่ายต่างๆกระจัดกระจายจนมั่วไปหมด  รูปใบหนึ่งที่ปะปนกันอยู่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาแล้วนำไปรวมกับภาพที่ถูกจัดไว้เป็นกอง  แต่แล้วสักพักหนึ่งรูปใบนั้นก็ถูกนำมาไว้ที่เดิม


พนักงาน คนเดิมเดินกลับพร้อมกับกาแฟหนึ่งถ้วยอีกครั้ง แก้วกาแฟวางลงตรงหน้ายุนโฮพร้อมกับนมสองแก้วอย่างที่สั่ง เขาวางดินสอลงแล้วเติมนมทั้งสองแก้วลงในถ้วยกาแฟ น้ำสีดำค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เขายกขึ้นดื่มจนเหลือเพียงครึ่งแก้วแล้วกลับมาให้ความสนใจกับแผ่นกระดาษต่อ


นอกร้านฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆพายุฝนยิ่งทวีความรุนแรง  แจจุงวางถ้วยกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลงบนโต๊ะ


ยุนโฮวางมือจากดินสอและกระดาษสีขาว เขายกถ้วยขึ้นดื่มกาแฟที่เหลืออยู่จนหมด



เปรี๊ยง!!



เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นดูเหมือนว่าจะเกิดใกล้ๆนี่เอง  จู่ๆไฟทุกดวงในร้านก็มืดลง  ก่อนที่ทุกคนจะทันทำอะไร  ลมที่พัดแรงทำให้ประตูร้านเปิดออก  แรงลมที่พัดเข้ามาทำให้ของมวลเบาหรือของชิ้นเล็กถูกพัดกระจัดกระจาย ไม่เว้นแม้แต่ภาพถ่ายของแจจุงหรือบทความของยุนโฮ


ความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นภายในร้าน  พนักงานสองคนช่วยกันดันประตูให้ปิดเหมือนเดิมอย่างยากลำบาก  แจจุงไล่คว้าภาพถ่ายที่ปลิวอยู่เก็บใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ  ยุนโฮพยายามที่จะใช้มือทั้งสองทับกระดาษบนโต๊ะไม่ให้ปลิวไปไหน  แต่สองมือก็ไม่อาจต้านธรรมชาติได้เพราะยังมีกระดาษบางแผ่นที่ปลิวหลุดมือไป


เมื่อ ประตูปิดลงอีกครั้งความสงบก็กลับคืนมา  ในความมืดมือสองคู่กำลังควานหาผลงานของตนเองที่ถูกพัดตกลงบนพื้น  ความมืดประกอบกับความรีบร้อนทำให้ในมือของร่างบางที่เต็มไปด้วยรูปภาพมีกระดาษแผ่นหนึ่งปนมาด้วยโดยไม่รู้ตัวและถูกนำเก็บใส่กระเป๋าไป


มือหยาบรวบรวมแผ่นกระดาษที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นปึกแล้วตามเก็บแผ่นที่ปลิวไปอยู่บนพื้นอย่างรีบร้อน  ความมืดทำให้มีรูปถ่ายใบหนึ่งปนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว  กระดาษทั้งหมดถูกเก็บใส่กระเป๋าอย่างดี


เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนดังขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ


“อากาศวันนี้แย่จังเลยนะครับ  จู่ๆฝนก็ตกลงมาซะได้”เป็นยุนโฮที่เริ่มบทสนทนานี้


“นั่นสินะครับ  ทั้งๆที่เมื่อตอนกลางวันอากาศออกจะสดใส  แต่ทำไมตอนนี้ดันมีพายุได้ก็ไม่รู้”เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในความมืดเช่นนี้  การได้พูดคุยก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย


“คุณชอบดื่มกาแฟดำหรอครับ เผอิญผมได้ยินน่ะ”


“ครับ  เพราะรสขมของกาแฟมันจะทำให้รู้สึกตื่นตัว  พอดีงานของผมเริ่มไม่ค่อยเป็นเวลาน่ะครับ  ก็เลยติดเป็นนิสัยไปด้วยเลย  แล้วคุณชอบกินหวานมากเลยหรอครับ”


“ก็ไม่ถึงกับชอบมากมายหรอกครับ เพียงแต่ของรสหวานจะทำให้สมองปลอดโปร่ง  งานของผมต้องใช้สมองมากเลยล่ะครับ  ถ้าสมองไม่ปลอดโปร่งก็คิดอะไรไม่ออก  ถึงเวลานั้นผมคงโดนบ่นเละแน่ๆเลยครับ”


มือหยาบกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือให้หน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง

 

“อ่า ผมคงต้องไปแล้วล่ะครับ”


“แต่ข้างนอกฝนยังตกหนักอยู่เลยนะครับ”


ยุนโฮเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋า


“คือผมต้องรีบกลับนะครับ ผมเพิ่งเช่าห้องใหม่ต้องรีบไปขอกุญแจก่อนสองทุ่มน่ะครับ”


“อย่างนั้นหรอครับ  แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาทำไมคุณไม่รอให้พายุสงบลงกว่านี้ล่ะครับ”


แจจุงพยายามชักชวนคู่สนทนาไม่ให้ออกจากร้าน เพราะพายุภายนอกยังคงรุนแรงและน่ากลัว


“แต่ว่า....”


“เชื่อผมเถอะครับ พายุแรงขนาดนี้ออกไปก็อันตรายนะครับ แล้วผมว่าเจ้าของห้องน่าจะเข้าใจและอนุโลมให้คุณนะครับ”


“ผมก็หวังว่าอย่างนั้น”


สาย ฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด เศษแก้วที่ถูกพัดตกแตกและเศษใบไม้ถูกกองรวมกันแล้ว พนักงานก็โกยไปทิ้ง เสียงพูดคุยยังคงดังขึ้นเป็นระยะ  ดูเหมือนว่าฟ้าที่ผ่าลงมาจะทำให้สายไฟเส้นใหญ่ของชุมชนขาด เพราะแม้จะผ่านมาได้สักพักแต่ภายในร้านยังคงมืดสนิท


“คุณทำงานอะไรหรอครับ”คราวนี้แจจุงเป็นฝ่ายเริ่มถาม


“ผมเป็นนักเขียนน่ะครับ แล้วคุณล่ะครับ”


“ผมเป็นช่างถ่ายภาพครับ อา แต่งานในครั้งนี้มันทำผมหนักใจมากทีเดียว”


“ทำไมล่ะครับ”


“เพราะงานในครั้งนี้ผมต้องถ่ายภาพที่เกี่ยวกับความรักน่ะสิครับ”เสียงถอนหายใจปิดท้ายแสดงให้รู้ว่าผู้พูดลำบากใจเกี่ยวกับสิ่งที่พูดถึงจริงๆ


“ผมก็เหมือนกัน เรื่องความรักนี่เข้าใจยากจริงๆนะครับ”


“อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยสัมผัสกับมัน”


เป็นเวลานานหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าพายุจะสงบลง  แต่ถึงอย่างนั้นเม็ดฝนก็ยังปรอยปรายลงมาไม่หยุด


“ผมคงต้องไปจริงๆแล้วล่ะครับ”


“เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”


“เช่นกันครับ” ชายหนุ่มหอบข้าวหอบของออกจากร้านและวิ่งฝ่าสายฝนไปอย่างรวดเร็ว




 

เห็นบางคนเสาะหา แล้วก็ได้เจอ

เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่าความรู้สึก

แม้เป็นพรจากฟ้า หรือเป็นคำสาป ก็เป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นมา

 

          แกร๊ก


          เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับการทำงานของหลอดไฟบริเวณทางเดิน แจจุงก้าวเข้ามาพร้อมกับถอดรองเท้าเก็บไว้ในชั้นอย่างเป็นระเบียบ  เสื้อที่เปียกนฝนถูกโยนลงในตะกร้าตรงข้ามชั้นวางรองเท้ารวมกับชุดอื่นที่ใส่แล้ว  กระเป๋าถูกวางไว้ข้างชั้นวางรองเท้า มือข้างหนึ่งจัดการล๊อคประตูให้แน่นหนา  แล้วเขาก็เดินคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป


          ในขณะเดียวด้านนอกห้องเสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของยุนโฮ เสียงหอบหายใจดังไปทั่วทางเดินที่ไม่มีผู้คน


          “แฮ่กๆ โอย เจ้าของที่นี่เรื่องมากจริงๆ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องเล่นเอาซะเหนื่อย แฮ่ก”


       เขาเดินออกจากลิฟต์อ่านตัวเลขจากแผ่นไม้ที่แขวนกับกุญแจ


          ..402..


          ยุนโฮก้าวมาหยุดที่หน้าห้องของเขา แต่ก่อนจะเข้าไปเขาเหลือบมองห้องข้างๆเล็กน้อย


          ที่อพาทเม้นต์แห่งนี้ตั้งแต่ชั้นสี่เป็นต้นไปจะมีเ